ายไปจาก exteen นานเลย นานจนเกือบลืมไปว่า หายไปทำอะไร 
หลักๆก็คงเป็นเพราะว่าต้องสอบแยกวิชาเอก-โท ซึ่งสุดท้ายก็ได้เอก ภาษาอังกฤษ โทภูมิศาสตร์มาสมใจ
ส่วนอีกเหตุผลนึงก็คือ ได้งานเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ ให้โรงเรียนสอนพิเศษแถวเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน
 
ปีนี้ตั้งใจไว้ว่าจะทำอะไรหลายๆอย่าง
 
อย่างแรกคือตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน ...เกือบลืมบอกไปว่าตอนนี้กำลังเปิดร้านเสื้อผ้าและเครื่องประดับขายกับเพื่อนสนิททาง Facebook  ร้านชื่อ Valyn Closet
(http://www.facebook.com/profile.php?id=100003340298363)  ว่างๆ ฝากadd ฝากเยี่ยมชมนะคะ
ร้านเพิ่งเปิดวันนี้เอง ของก็จะลงวันนี้ ฮ่าๆ ...

เป็นเสื้อผ้าที่มีทั้งออกแบบเอง นำเข้ามาจากเกาหลี ฮ่องกง
แถมยังต้องมาเป็นไสตล์ลิส และตากล้องเอง เหนื่อยไม่เบา
แต่ก็จะสู้ค่ะ :') 
 


 
เหตุที่ช่วงนี้ทำงานหลายๆอย่างไปพร้อมๆกันเพราะ มีความรู้สึกว่าอยากมีเงินเก็บเยอะๆ อยากมีเงินให้พ่อแม่
ในเมื่อตอนนี้แรงเรายังมี ไอเดียกำลังพรั่งพรู (55) แล้วเรามองเห็นว่า ช่องทางหาเงินสมัยนี้มันมีเยอะมากจริงๆ เราอยากจะเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เพราะได้เห็นบทเรียนจากแม่และยาย แม่เล่าให้ฟังว่ายายทำงานหนักมาก (ยายเองก็ขายผ้า) ย้อนไปสี่สิบกว่าปีที่แล้ว ที่การคมานาคมยังไม่สะดวกเท่าวันนี้ ยายนั่งรถไฟจากนครศรีธรรมราช ขึ้นไปกรุงเทพ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพื่อไปซื้อผ้าแถวประตูน้ำเอามาขาย และกลับนครศรีธรรมราชภายในวันเดียว แม่บอกว่ายายทำทุกอย่างที่ได้เงิน เพราะว่ามีลูกหลายคน
ยายเหนื่อยมาก แต่ก็เก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งพอจะเลี้ยงลูกได้ 6 คน
แต่ก่อนที่จะได้มีเวลาพักผ่อน หรือเห็นลูกๆเรียนจบ ประสบความสำเร็จ.... ยายก็เสียไปก่อน
 
ส่วนแม่ก็เริ่มทำงานหลายๆอย่างแบบยาย ตอนอายุสามสิบปลายๆ แม่เริ่มซื้อบ้านให้เช่า ทำอะไรหลายๆอย่าง
มีวันนึง แม่ไปทวงเงินกับคนที่ยืมไปแถวประตูน้ำ คนที่ยืมไปเค้ายังไม่มีคืน แม่เราแอบโมโห(55) 
ขณะกำลังเดินอยู่ก็ไปเห็นร้านๆนึงขายเสื้อผ้าเด็ก ราคาถูกมาก แต่แม่ก็เดินผ่านไป
สักพักก็คิดขึ้นมาว่า เสื้อผ้าเด็กอะไร ทำไมมันถูกจัง ถ้าไปขายคงได้กำไรดี (55) 
 
 
8 ปีผ่านไปแล้ว วันนั้นเรายังจำได้ วันที่แม่กลับมาบ้านพร้อมกับถุงใบใหญ่สามใบ
ข้างในมีเสื้อผ้าเด็กน่ารักๆเต็มไปหมด ใครจะไปรู้ว่าแค่การเริ่มต้นที่เล็กๆของแม่
สุดท้ายจะกลายเป็นรายได้หลักอีกรายได้นึงและเป็นทุนต่อยอดธุรกิจอื่นๆ
 
วันแรกที่แม่เริ่มขายเสื้อผ้า แม่จะรู้มั๊ยว่ามันจะประสบความสำเร็จถึงขนาดนี้ ??
แม่ตื่นเต้นหรือกลัวมั๊ย?? ... เพราะตอนนี้เราแอบกลัว แต่ก็ยังเชื่อว่าต้องทำสำเร็จ 
 
ทุกๆคนที่มีความฝัน แต่ยังไม่ได้เริ่มทำ มาเริ่มต้นในปีนี้กันเถอะค่ะ
สำหรับคนที่เริ่มทำตามความฝันของตัวเองแล้ว ขอให้สู้ๆนะคะ
เราเชื่อว่าไม่ว่าเราต้องการอะไร อยากเป็นอะไร เพียงแค่วาดภาพมันให้ชัดเจนในใจ
เชื่อมั่น และตั้งใจทำให้ถึงที่สุด มันจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
.....
...
..
.
วันนี้ตื่นมาสูดหายใจเอาอากาศดีๆ ยามเช้า..
เจอทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา
เปิดเฟสบุ๊ค บน new feeds ทุกคนคึกคักและมีความสุข
 ปีใหม่นี้ขอให้มีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตด้วยเถอะ สาธุ!  :)
 
สวัสดีปีใหม่นะคะทุกคน

Planking พับเพียบ Levitating โอ๊ยเยอะ !!

posted on 18 Jun 2011 21:19 by twinkle-wonderland  in Random
สัญญาไว้ว่าจะมาต่อเอนทรี่โอซาก้า2 แต่ว่าช่วงนี้ดันมีกระแสสามกระแส ที่แรงพอๆกัน คือ
Planking, พับเพียบ และก็ Levitating เลยคิดว่าจะทำเอนทรี่เกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อย
 
สำหรับ Planking หลายๆคนคงพอจะทราบความเป็นมากันบ้างแล้ว
 
การ Planking ก็คือการนอนคว่ำหน้า แขนแนบลำตัว อาจจะนอนในตำแหน่งที่ร่างกายสัมผัสพื้นผิววัตถุที่นอนน้อยที่สุด
หรือนอนในตำแหน่งผิดปกติ (ถ้าเรานอนในแบบที่มนุษย์ทั่วไปนอนกันไม่ถือว่าเป็น planking??)
หากเล่นที่สาธารณะ หรือเล่นกันเยอะๆ ก็จะได้ความแปลกและฮา สุดท้ายถ่ายรูปเก็บไว้และมาแชร์กันใน social network ค่ะ
 โน๊ต อุดม ก็แพลงกิ้ง
 
ประวัติย่อๆของ Planking เริ่มต้นปี 1997 ในชื่อ Lying Down game โดย Gary Clarkson และ Christian Langdon นิยมกันในย่าน North East England แล้วก็ค่อยๆดังไปทั่วอังกฤษ จากนั้นก็ไปทั่วทุกมุมโลก
คนที่เล่นมีทุกอาชีพ จนมีข่าวว่าพนักงานในองค์กรดัง ทำแล้วก็ถูกไล่ออกจากงาน  เพราะมีนักวิจารณ์สังคมออกมาวิพากษ์ผ่านสื่อว่าเป็นเกมไร้สาระและต่อมาก็มีชาวออสเตรเลียหลายคนเอาเกม Lying Down นี้กลับมาเล่นใหม่ โดยใช้คำว่า “planking” และดังขึ้นมาอีก จนลามมาถึงบ้านเราในที่สุด
 
 
planking ของ จขบ. Foot in mouth
 
อีกรูปๆ ขอบอกว่ารูปนี้เกร็ง!
 
เราว่ามันเป็นอะไรที่แปลกใหม่ดีนะคะ แต่ก็ต้องใช้วิจรณญาณนิดนึง อย่างตอนเสิชหาข้อมูลเห็นว่ามีพระสงฆ์ทำPlankingด้วย ซึ่งไม่ทราบว่าผิดวินัยหรือเปล่า แล้วที่สำคัญคือต้องใช้ความระมัดระวังในการเล่นด้วยนะคะ
 
แบบนี้ก็อันตรายนะคะFoot in mouth
 
 
ต่อมาก็มีกระแส พับเพียบ เกิดขึ้นโดยคนไทยกลุ่มนึงตั้งคำถามว่าทำไมต้องตามกระแส จึงสร้างสังคมเล็กๆ เพื่อให้แสดงออกแบบไทยๆ ได้แจ้งเกิดบ้าง โดยใช้การพับเพียบมานำเสนอ มี Facebook Fan Page ที่มีชื่อเต็มว่า “พับเพียบไทยแลนด์” http://www.facebook.com/pubpeab ขณะนี้มีคนกคไลค์ประมาณ 100,000คนแล้ว
 
มีสโลแกน ว่า “วันนี้คุณพับเพียบแล้วรึยัง? ไม่อันตราย งามอย่างไทย ผู้ใหญ่รัก
 

 
จขบ. <3 พับเพียบ
 
ในขณะที่ทางฝั่งตะวันตกและประเทศไทยกำลังมีกระแส plankingกับพับเพียบ ในแถบตะวันตกโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นก็มีไสตล์การถ่ายรูปอย่างหนึ่งซึ่งโด่งดังขึ้นมา เรียกว่า Levitating เป็นการถ่ายภาพในขณะที่ร่างกายเรากำลังลอยค้างอยู่บนอากาศ เหมือนเราลอยตัวได้
 
 
คนที่ทำให้เกิดเทรนด์ Levitating คือสาวชาวญี่ปุ่นชื่อว่า นัทสึมิ ฮายาชิ
เธออัพโหลดภาพตัวเธอเอง ในไสตล์Levitating ลงในบล็อคและทวิตเตอร์ทุกวัน
 
 
แรงบันดาลใจในการถ่ายภาพในท่าเลวิเทติ้งเกิดจากสำนวน
 "เท้าที่เหยียบยืนบนผืนดิน แสดงให้เห็นว่าเราต่างก็เป็นคนอย่างแท้จริง"
นัทสึมิไม่อยากจะเป็นเช่นคนธรรมดาคนหนึ่ง
จึงเกิดไอเดียที่จะทำตัวเองให้แตกต่างจากคนทั่วไปโดยการกระโดดขึ้นบนอากาศด้วยท่วงท่าต่าง ๆ
แล้วถ่ายภาพขณะลอยตัวด้วยกล้องชัตเตอร์ความเร็วสูง
 
 
กว่าจะได้ภาพที่เป็นธรรมชาติและสมบูรณ์แบบออกมา 1 ภาพ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เพราะเธอต้องกระโดดประมาณ 60 ครั้งโดยเฉลี่ย กว่าจะได้ช็อตที่ต้องการ และบางภาพก็ต้องกระโดดถึง 300 กว่าครั้ง
 
แถมอีกหน่อย มีการทนกระแสไม่ไหว มาทีเดียว 3
planking+pubpeab+levitating ตลกดี

credit http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A10700501/A10700501.html
 
ทั้งสามกระแสนี้มีทั้งคนที่สนับสนุนและคิดว่าไร้สาระนะคะ ความเห็นส่วนตัวเราว่าถ้าใครจะ planking หรืออะไรไม่ผิดหรอกคะ อย่าทำให้ใครเดือดร้อนก็แล้วกัน เดี๋ยวอีกสักพักกระแสเหล่านี้ก็คงหมดไป ถือว่าเป็นเรื่้องความคิดสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานแล้วกันนะคะ

 
credit http://thumbsup.in.th/2011/06/pubpeab-trend/
http://yowayowacamera.com/
http://hilight.kapook.com/view/59890
กด F5เบาๆ ทีนึงก่อนก็ดีนะคะ :)
หาก bg ข้างหลังยังไม่เป็นสีเต้าหู้ยี้ น้ำจิ้มMK  = =''
ช่วยกดมันเข้าไปคะ  

 

 
วันนี้จะพาไปเที่ยวโอซาก้า
 แน่นอนว่าไม่มีสารกัมมันตภาพรังสีแน่นอน คอนเฟิร์ม !
 
 
มาเริ่มกันเลยดีว่า ดูซิว่าวันนี้เนโกะแมป แมวน้อยนี้จะพาไปที่ไหนบ้าง
 
 
 
ที่แรก ถ้ามาโอซาก้าแล้วไม่ได้ไปชมก็จะหาว่ามาไม่ถึง
ที่ๆว่านี้ก็คือปราสาทโอซาก้านั่นเองค่ะ
 
 
 
เราจะนั่ง รถราง? รถไฟ? จะเรียกว่าอะไร? หน้าตามันคือรถไฟ แต่มันไม่มีราง Cry
ในป้ายเขียน Road Train รถไฟถนน?? เอาวะ  รถไฟถนน  ก็ได้ (ซับนรกดีแท้)
 
รถไฟนี้จะพานักท่องเที่ยวที่มาชมไปส่งที่ทางเข้าปราสาท (อ ย่ า ง ช้ า ๆ)

 
ราคาก็ไม่แพงค่ะ ผู้ใหญ่ 200 เยน (ประมาณ 74 บาท)

หน้าตารถก็จะเป็นอย่างงี้ จะมีไกด์หน้าตาน่ารักคอยบรรยาย (เป็นภาษาญี่ปุ่น)
ตลอดเวลา -*- ขอโทษด้วยที่ไม่มีภาพปลากรอบ ฮิฮิ
 
 
 
 
ถึงทางเข้าแล้ว อย่างที่บอกว่ารถไฟถนนนั้นวิ่งช้า
คนกระเพาะย่อยเร็วอย่างหนูจะหิวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แวะซื้อทาโกะยากิแปบนึงคะ

 
ระหว่างรอรู้มั๊ยเอ่ยว่าทาโกะยากิ แปลว่าอะไร? :)
ทาโกะ ก็คือปลาหมึก ส่วนยากิก็คือการย่างๆ ปิ้งๆ ประมาณนี้คะ
 
ส่วนประกอบของทาโกะยากิไม่ใด้มีแค่แป้งกับปลาหมึกอย่างเดียวนะคะ
ยังมีขิงแดง แล้วก็คอนยัคคุ (พืชประเภทหัวของญี่ปุ่น)ด้วย
 
 
 
จริงๆทาโกยากิถูกดัดแปลงมาจากขนมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “อากาชิยากิ”
เหยยย รูปร่างหน้าตาประหนึ่งขนมครกบ้านเรา Foot in mouth
 
via http://oriental-beauty.sblo.jp
 
 
ซื้อมาเรียบร้อยแล้ว ... ดูๆไปก็คล้ายขนมครกกลมๆ ไหม้ๆ (นังเด็กนี่Cry)

 
 
 
 
 
เมื่อท้องอิ่มก็กลับโรงแรม..
.
.
.
ไม่ใช่ !!!!
 
 
 
 
 
 
 
ก็เดินเข้าไปดูปราสาทสิ Cry

ตรงทางเข้าจะมีบ่อน้ำเล็กๆ ไว้ให้ล้างหน้า ล้างมือ หรืออะไรสักอย่าง
ตามความรู้ภาษาญี่ปุ่นอันน้อยนิดของข้าพฯ
 
 
 
และแล้วก็มาถึงสิ่งที่เราลอยคอ รอคอย
 
ปราสาทโอซาก้า ค่า~
 
ปราสาทนี้สร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นวัด Osaka Hongan-ji เมื่อปีค.ศ.1583
 โดย โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ผู้พยายามรวบรวมประเทศเข้าด้วยกันเป็นครั้งแรก
 
ยอดประสาท หรือส่วนที่เรียกว่า เทนชูคะคุ แล้วเสร็จลงสองปีต่อมา
 แต่หลังจากสงคราม Osaka Natsu No-jin ค.ศ.1615 ตระกูล โทโยโตมิ ถูกฆ่าล้างโคตร 
เทนชูคะคุก็ถูกทำลายย่อยยับ  และต่อมาได้รับการบูรณะใหม่ในสมัย โทคุกาวา
 
 
 
ปีค.ศ.1665 ก็ถูกฟ้าฝ่าเสียหายย่อยยับอีกครั้งหนึ่ง Foot in mouth
จนปี 1931 นายเซคิ นายกเทศมนตรีเมืองโอซาก้า 
ได้ขอรับเงินบริจาคจากชาวเมืองจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนเยน มาบูรณะปราสาทใหม่ 
 
 
ปราสาทโอซาก้าปัจจุบัน มี 5 ส่วน 8 ชั้น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของประเทศ
บนหอคอยชั้น 8 ของ หรือเทนชูคะคุ
สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรวมของเมืองโอซาก้าได้อย่างชัดเจน
 
 
 
ค่าเข้าผู้ใหญ่ 600 เยน ส่วนเด็กนักเรียนต่ำกว่าชั้นมัธยมต้นฟรีคะ
ฉะนั้นเวลาไปจะเห็นเด็กๆมาทัศนศึกษาเยอะมาก (น่ารักมาก) 55 5

 
 
 
 
 
 
 
อันนี้ไม่มีอะไรแค่ขี้เห่อ อยากเอามาอวด >< ไปไขไข่ในตู้ร้อยเยนมา

 
ได้พวงกุญแจRilakkumaอันนี้มาแหละ
รู้สึกว่าเคยเห็นที่ไทย 90 บาท ที่ญี่ปุ่น 30 กว่าบาทเอง
 
 
แต่ก็สมราคาคะ ไขที่ญี่ปุ่น ที่ห่อเขียน Made in China
 
ตอนนี้ลูกตามันหลุดไปแล้วสองข้าง
ไม่ต้องสืบเลย T T 
 
. . .
 
 
 
สถานที่ต่อไปก็คือ Floating Garden ที่ Umeda Sky Building คะ เป็นตึกที่สูงมั่กมาก 
ในลิฟต์ไม่นับเป็นชั้น แต่นับเป็นเมตรกันเลยทีเดียว
 
 
 
 
ขึ้นมาแล้วคะ ทาด๊าา~
ข้างบนลมค่อนข้างแรง มีหมวกจับหมวก มีแฟนจับแฟน -*- 
 โรงแรมที่หนูพัก อยู่แถวตรงชิงช้าสวรรค์สีแดงนั้นแหละ สวยงาม Embarassed
 
 
 
มีการให้คู่รักคล้องกุญแจด้วย เหมือนโซลทาวเวอร์เลย :)
 
 
แล้วก็ลงมาข้างล่าง (ขออภัยที่รูปมีนิดเดียว)
 
 
ชมดอกไม้ระหว่างทางกลับโรงแรมไปก่อนนะคะ
 
 
ถึงแล้ววววค่า แถวๆโรงแรมที่หนูไปพัก ชื่อโรงแรม Kinki hotel
ย่านนั้นจะเต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ต่างๆ และก็ห้างสรรพสินค้าคะ 

 

มาถึงญี่ปุ่นแล้วสิ่งที่จะเห็นอยู่ตลอดเวลาคือตู้กดน้ำ
นอกจากตู้กดน้ำแล้วยังมีตู้กดนู่นนี่นั่นอีกสารพัด

 
และแล้วก็กดมาลอง น้ำผักรวม เขียนว่ามีวิตามินเพียงพอสำหรับหนึ่งวัน (คุ้นๆ?)

 
รสชาตินี่ไม่มีแอ๊บแบ้ว เหมือนน้ำผักแบบเดียวกันในไทย
เพราะ ผัก เป็น ผัก ! T T 
ไม่ได้เตรียมใจมา อย่ากดเลือกอันนี้นะคะ 
 
ในที่สุดก็ได้เวลาออกหากินแล้ว ว่าแต่จะกินอะไรดี?
เดินไปตามถนนย่านร้านอาหาร คุณจะตาลายมากคะ เลือกไม่ถูกเลย (อยากกินทุกร้าน 55 )
 
 
ประเดิมร้านแรก มาญี่ปุ่นก็ต้องลอง ซูชิ สิ 
 

 
กล่องนี้ประมาณ 500 เยนคะ ย้ำว่าอร่อย Undecided
 
 
ต่อมาก็เป็นร้านที่ฝากท้องไว้ตลอด เพราะอยู่ตรงข้ามโรงแรมเลย ประหนึ่งว่าเปิดประตูป๊าาาบ
เดินสิบหกก้าวถึงร้านนี้ 55
 
 
แถมมันง่ายมากจอร์จ อย่างที่บอก ร้านนี้มีตู้กดคะ
ไปยืนดูที่ตู้กดว่าอยากกินอะไร (สำหรับเรามันมักจะนานเพราะเลือกไม่ถูก อยากกินทุกอย่าง)
 
ใส่ตังค์ไปในเครื่อง เลือกเมนู  เอาคูปองที่ออกมาให้พนักงาน
เค้าก็จะฉีกส่วนหนึ่งและให้เราเก็บอีกส่วนไว้ จากนั้นก็ไปนั่งรอ

ง่ายปะหล่ะ !? แถมแต่ละเมนูก็ไม่แพงมากด้วย ประมาณ 600เยน ถึง 1000เยน
ร้านพวกนี้มีอยู่ทั่วไปนะคะ
 
 
 
 
มาดูว่าวันๆข่อยกินอะไรบ้าง
 
มื้อเช้าวันแรก
หมูผัดซอส กับซุป Undecided (น่าจะประมาณ 650เยนนะคะ)
 
มื้อเย็น
ทงคัตสึ (ราว700เยน ไม่แน่ใจคะ)
 
 
 
 
 
ถ้าไม่อิ่ม
ทุกคืนจะปิดท้ายด้วยอาหารไทย 55555Foot in mouth
 
 
 
 
มีวิดีโอด้วย และเรา บังคับ อยากให้คุณดู ขำๆ
 
 
 
ไว้เจอกัน part ต่อไปนะคะ ราตีสวัสดิ์ค่า
จิ้ม F5 เบาๆ ก่อนนะคะ   
 
...
 
หลังจากเอนทรี่ที่แล้วมีพี่ๆเพื่อนๆหลายคนมาให้กำลังใจและก็แชร์ความรู้สึก
ทั้งทางงคอมเม้นแล้วก็ ems.เลย
ซึ้งใจ :')
 
สรุปแล้วก็ได้ข่าวดี เพราะทางนู้นส่งอีเมลล์มายืนยันว่าเหตุการณ์ปกติแล้ว สามารถไปได้
จะเดินทางสัปดาห์ที่จะถึงนี้แล้วคะ
 ถึงจะไม่ได้คอร์สเรียนภาษาก็ไม่เป็นไร
 
 
หวังว่าจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ แรงบันดาลใจ และก็จะถ่ายรูปมาเยอะๆเลย ^^
 
ขอบคุณทุกๆคนที่ให้กำลังใจอีกครั้งนะคะ
 

 

หลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่น ทำให้เราได้เห็นอีกมุมนึงของคนญี่ปุ่น

ทั้งความมีระเบียบวินัย การเตรียมพร้อม รวมถึงความอดทนและเสียสละ

เวลาที่เราดูข่าวก็รู้สึกทึ่งและชื่นชมทุกครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นการเสียสละของอาสาสมัครทั้ง 20 คน ของพนักงานของบริษัทเทปโก

และอีกข่าวนึงที่พูดถึงความมีระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสึนามิไม่มีอาหารและที่อยู่อาศัย จึงต้องรอรับของที่ทางการเอามาช่วย ถึงแแม้จะอยู่ในสภาพที่ต้องการเครื่องอุปโภคบริโภค แต่คนญี่ปุ่นเหล่านั้นก็ต่อแถวรอรับของอย่างเป็นระเบียบ ถึงแม้ไม่รู้ว่าของจะมีพอหรือไม่

 

สำหรับข่าวอันนี้เราว่าเป็นอะไรที่ดูแล้วก็รู้สึกทึ่งบวกดีใจที่เห็นว่าการฟื้นฟูเริ่มขึ้นแล้ว :)


 Japan fixed cracked roads in 6 days, rest of the world drop jaws

Japan fixed cracked roads in 6 days, rest of the world drop jaws

The amazing things about Japan at times really made us respect them. The culture and the ethics of the Japanese are things worth learning. When the 8.9-magnitude earthquake hit Japan, their roads cracked, and cracked roads are stopping or slowing down transportation of food and supplies to critical areas hit by the tsunami. Therefore Nexco Japan, the company that is responsible to repair the affected roads and highway of Kanto area. It took the company mere six days to repair and reconstruct a terribly damaged Kanto Highway, and the pictures speak for themselves.

 

Japan fixed cracked roads in 6 days, rest of the world drop jaws

March 11, 16 hour 30 minutes

Japan fixed cracked roads in 6 days, rest of the world drop jaws

March 14, 17 hour 20 minutes

Japan fixed cracked roads in 6 days, rest of the world drop jaws

March 15, 15 hour

Japan fixed cracked roads in 6 days, rest of the world drop jaws

March 16, 17 hour

SOURCE via Nexco Japan

 
 
 
 
PRAY FOR
 
 
 
 
...มามะมาดูดอกทิวลิปและดอกไม้เมืองหนาวบานที่ แจ้งวัฒนะ Surprised
 
"จะบ้า! อากาศร้อนเหงื่อตกกีบอย่างนี้นะเรอะ??..."
 
จริงๆ ที่นี่คือ สวนทิวลิปแจ้งวัฒนะ ค่า
 เข้าไปทางซอย28ข้างเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะคะ หาไม่ยากๆ
เหลือเชื่อมั๊ยหล่ะ ปลูกกันในเมืองเลยทีเดียว 55
ที่สำคัญค่าเข้าแค่ 20 บาท
 
 
สีสวยเหมือนพีชเลย ><
 
 
นี่ดอก ไฮยาซินธ์ สวยเนอะ >//<
 
 
รู้มั๊ยว่า ใบทิวลิปกินได้ ??? วิทยากรที่นั่นบอกว่ามันสามารถ เอามาผัด เอามายำได้ละ UndecidedUndecidedUndecided

 
สีขาวๆชมพูๆนี่คือต้นไซคลาเมน 

 
สำหรับเรา เราว่าที่นี่เหมาะจะเป็นที่ฝึกถ่ายรูป
เพราะดอกไม้และสีสันมันสวยจัดจ้านมากเลย
 
 
 
 
 
บีโกเนีย (Begonia) คะ เหมือนกุหลาบหนูเลยเนอะ
 
 
ทิวลิปสีขาว เค้าบอกว่าปลูกยากที่สุด  ตั้งแต่ทำสวนทิวลิปนี้มาพึ่งปลูกสำเร็จ
ยิ่งสีอ่อนยิ่งปลูกยากคะ
 
บีโกเนียยยย
 
 

 
 
แท็กทีมกันมาละลานตามากๆ
 
 

อันนี้ต้นทิวลิปค่าาา ยังไม่ออกดอก(ตอน จขบ.ไป)
คาดว่าตอนนี้คงบานสะพรั่งเลย Cool

 
 
 
 
 
 
 
 
 
วิทยากรที่มาบรรยาย(เฉพาะกิจ)เป็นคล้ายๆกับหัวหน้าผู้จัดทำคะ (แต่เราลืมชื่อเค้า ขอโทดนะค๊าาา)
เราเลยรู้มาว่าสวนทิวลิปนนท์เนี่ยมีที่มาจากนักธุรกิจชาวอินเดียคนนึง ซึ่งรวยมาก เค้ารักประเทศไทย
และเห็นว่าคนไทยเนี่ยชอบดอกทิวลิป แล้วก็รู้เรื่องดอกทิวลิปเยอะ
แต่ว่าไม่มีให้ดูในประเทศ ถึงจะมีก็ต้องไปถึงภาคเหนือ 
 
เค้ากับนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียเลยคิดและพัฒนาให้สามารถปลูกดอกทิวลิปในประเทศไทยคะ
ตอนแรกผลที่ออกมาไม่เวิร์คเท่าไหร่ เพราะคนยังไม่ค่อยรู้จัก ดอกไม้ก็ยังไม่ค่อยออกดอกดีเท่าที่ควร
แถมในเรือนเพาะต้อง คงอุณหภูมิไว้ประมาณ 5-25 องศา 
ค่าไฟหลักหลายล้าน แต่ได้กำไรคืนมาไม่กี่ล้านเท่านั้น
แต่เค้าก็ยังทำต่อไป เพราะอยากให้คนไทยได้เห็นดอกทิวลิปแบบจริงๆ และใกล้ๆแค่ในกรุงเทพฯคะ
 
 
 
 
 
 
 

 บรรยากาศโรงเรือนและข้างนอกคะ

 ข้างหน้าจะมีร้านกาแฟ ขนม ไวน์ ของที่ระลึก มีต้นทิวลิปแล้วก็ดอกไม้อื่นๆขายด้วย

 

 

LET'S PRAY FOR PEACE IN  JAPAN  AND ALL OVER THE WORLD ...


บ้านลูกโป่งแบบ Up นี้มีที่มจาก National Geographic Channel

 ซึ่งมาเป็นส่วนหนึ่งของรายการ "How Hard Can It Be?" 

 ผู้ร่วมสร้างมีทั้งนักวิทยาศาสตร์ วิศวะกรจนกระทั่งถึง>> กัปตันบอลลูน Laughing !?!?

 
 
ทั้งหมดนี้ใช้เวลาสร้าง2สัปดาห์ ตัวบ้านกว้างประมาณ24ตารางเมตร สูงประมาณ5เมตร
น้ำหนักประมาณ 908 กิโลกรัม ใช้ลูกโป่งถึง 300ลูก Sealed แถมไม่ใช่ลูกโป่งไซส์ธรรมดาซะด้วย
 
 
จะลอยแล้ววว...Cry ลุงคนนั้นคือ กัปตันบอลลูน สินะ
 
 


บ้านUPของจริงนี่สามารถลอยสูงถึง 10,000 ฟุตเลยทีเดียว มันจะลอยอยู่บนฟ้าประมาณ1ชั่วโมง
ก่อนจะค่อยๆลงจอดบริเวณสนามบินส่วนตัวทางเหนือของลอสแองเจลลิส
ช่างไฮโซอะไรเช่นนี้ Foot in mouth
 
 

Thank for picture and detials : http://www.geekologie.com

 
จะให้ครบ ก็เหลือแต่ทำให้หมาพูดได้สินะ 555 5
 



[PHOTO]หนีร้อนไป Switzerland กันป่าว?!?!

posted on 06 Mar 2011 15:05 by twinkle-wonderland  in Travel
 
Photo by Opalyn (c)  :-)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


HAVE A WONDERFUL SUMMER :)


\

 

 
 
 
 
 
 
 
ดูชื่อร้านสะก่อน...
 
 
 
 
พวกของเล่นไขลานเยอะ มา...าาาก 
 
เหมือนมันจะรู้ว่าต้องเว้นต้องช่องใส่เงินไว้ ๕๕
 
 
 
หลานช่วยยายทำกาละแม น่ารักดี
 
 
 
 
 
ลูกโป่งวิทยาศาสตร์ ยังจำกันได้หรือเปล่า?? 
จริงๆอยากได้กระเทียมที่ปาแล้วเสียงดังๆด้วย(สมองเด็กอนุบาลมาก)แต่หาไม่เจอ 
 
 
 

 
 
ขนมเปี๊ยะหิมะ ใส่ถั่วแดง อร่อยมาก สักพักเลี่ยน กินคนเดียวไม่ไหวนะ

ซื้อลูกแก้วกับพวกพลาสติกที่ใช้ทำตัวหมากเก็บ (ไม่รู้เรียกว่าอะไรเหอๆ)
อันนี้อ้ะคะ ^^
 
 
love peace for Thaiand and all country na ka:)

 


ฟังเสียงเข็มวินาที

posted on 31 Dec 2010 21:10 by twinkle-wonderland  in Feelings
ก่อนถึงเที่ยงคืน
 ตอน 23.59นาฬิกา 58วินาที ลองนั่งเงียบๆ ฟังเสียงเข็มวินาที
 23.59นาฬิกา59วินาที มันกำลังจะเป็นอดีต
เสียงเข็มวิดังอีกครั้ง คือเราผ่านอดีตมายังอนาคตแล้ว
0.00.00 คือปัจจุบัน
เวลามันผ่านไปเช่นนี้ตลอด อนาคตไม่ใช่สิ่งที่ใกล
หากแต่ปรากฏขึ้นทุกครั้งที่เข็มวินาทีเดินไปข้างหน้า
ที่พูดนี่ไม่ได้อะไร ถ้าพวกเธอว่างก็ลองทำดู
แต่ไม่รู้ถึงเวลานั้นจะมีใครจำที่อาจารย์บอกได้มั๊ย
...
                                                                    (คาบปรัชญา ..จำชื่ออาจารย์ไม่ได้แล้วT T)

 
ลองคิดเล่นๆดูนะคะว่าปีที่ผ่านมามีเรื่องอะไรดีๆเกิดขึ้นกับเราบ้าง
และเรื่องไม่ดีอะไรบ้าง เพราะอะไร แล้วเราได้บทเรียนอะไรจากมันบ้าง
 อาจจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ
 
ไม่ได้ไปเคาต์ดาวน์ที่ไหน เลยนั่งมันอยู่หน้าคอมนี่แหล่ะ
เลยนึกถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมาในปี 2553
สิ่งที่ผุดขึ้นมาอย่างแรกในหัวเลยคือ
1.โดนทิ้ง ประมาณคริสมาสต์ สุโค่ยมากขอบอก คือจะแฮปปี้ดีหรือจะยังงัยดี
บทเรียนที่ได้คือ การแสดงว่าเราชอบเค้าหรือจุกจิกมากเกินไปจะได้ผลไม่ดีเสมอ เหอๆ (ฮือๆ)
แล้วก็ทำให้ได้เรียนรู้ความรักมากขึ้นและเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้นด้วย
2.ม่าม๊าตกบันได สมองบวม เข้าไอซียูเลย แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว
ทำให้รู้ว่า ต้องไม่ประมาท สำคัญมาก ชีวิตมันเปราะบาง
ความตายมันเกิดขึ้นได้ตลอด ให้ปลงๆไว้ อีกอย่างนึงคือได้รู้ว่าครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
เราได้เห็นญาติพี่น้องทุกคนมารวมกัน ให้กำลังใจเรา จากที่แต่ก่อนจะนึกถึงญาติๆน้อย
ก็รู้ว่าครอบครัวใหญ่ แต่ไม่เคยรู้สึกว่ามีแล้วอบอุ่น จนกระทั่งวันนั้น
3.จักรยานโดนโขมย วันเฟรชชี่เกมส์
เพิ่งเป็นเฟรชชี่แท้ๆ จักรยานซื้อมาไม่ถึงเดือน สีชมพู น่ารักด้วย
ต้องเก็บตังค์ซื้อใหม่เองเลย
บทเรียน ต้องล็อคจักรยานให้แน่นหนา อย่าไปจอดไว้ให้เป็นสะดุดตา อย่าประมาท Tongue out
ส่วนเรื่องดีๆก็มีนะเออ...
1.ติดคณะอักษรศาสตร์ เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรให้พ่อแม่ภูมิใจเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว ฮ่าๆ
2.ได้ไปเที่ยวเกาหลีกับอังกฤษอีกรอบ ได้แรงบันดาลใจเยอะเลย ได้เอาภาพสวยๆมาแชร์ด้วย
3.กลับมาอัพบล็อคอีก สนุกมาก กลับมาดูบล็อคของบล็อคเกอร์คนอื่นๆแล้วมีความสุข
ได้แชร์เรื่องราวกัน ได้เพื่อนเพิ่มด้วย Cool
4.ได้เกรด3.xx ถ้ารักษาไว้ได้จนจบก็จะมีสิทธิ์ได้เกียรตินิยมกะคนอื่นเค้าบ้าง
ทำให้มีกำลังใจในการเรียนขึ้นเยอะ
ขอตัวไปสร้างปณิธานปีใหม่ก่อน
แล้วพบกันใหม่ปีหน้านะคะ


edit @ 7 Mar 2011 21:03:18 by Opalyna's